บอลเนลสปริง VS พ็อกเก็ตสปริง เข้าใจความต่างก่อนซื้อที่นอน

บอลเนลสปริง VS พ็อกเก็ตสปริง: เปรียบเทียบสปริงที่นอน, เลือกให้เหมาะกับคุณ

หากคุณกำลังมองหาที่นอนที่เหมาะกับการนอนของตัวเอง การที่จะเลือกซื้อที่นอนที่เหมาะกับความชอบของเราได้นั้น ก่อนอื่นต้องเริ่มจากรู้จักวัสดุของที่นอนนั้นๆ ก่อน

ซึ่งวัสดุที่มักนำมาใช้ในการทำที่นอนประกอบด้วย 3 ชนิดหลัก ได้แก่
1. สปริง (Spring)
2. ฟองน้ำ (Foam)
3. ยางพารา (Latex)
ซึ่งวัสดุแต่ละประเภทนั้น จะมีจุดแข็ง จุดอ่อน ความสบายและราคาที่แตกต่างกันไป ใครที่กำลังสงสัยว่าจะเลือกที่นอนแบบไหนดี วันนี้เรามาทำความรู้จักกับที่นอนสปริง 2 ชนิดที่ได้รับความนิยมกันดีกว่า

 

1. ที่นอนบอลเนล สปริง (Bonnell Spring)

ที่นอนบอลเนลสปริง VS พ็อกเก็ตสปริง: โครงสร้างภายในที่นอนแสดงให้เห็นถึงชั้นวัสดุและสปริง

คือ ที่นอนที่มีสปริงต่อเนื่องหรือสปริงที่ยึดติดกันทั้งแผ่น โดยสปริงแบบนี้มีลักษณะเป็นทรงกรวย 2 อันต่อกัน มีคุณสมบัติพิเศษในการรองรับและกระจายน้ำหนักได้ดี และสามารถปรับระดับความแข็งแรงได้ มีความยืดหยุ่นสูง

เป็นสปริงที่ได้รับความนิยมมากเนื่องจากมีราคาตั้งแต่หลักพัน จนถึงหลักหลายหมื่นบาท ขึ้นอยู่กับวัสดุที่เสริมเข้าไปด้านบนและล่างของที่นอน แต่ด้วยความที่เป็นสปริงที่ยึดติดกันทั้งแผ่นเวลาใช้งานจะเกิดการเหนี่ยวรั้งกัน ทำให้สปริงในจุดที่รับน้ำหนักจะดึงสปริงตัวอื่นที่อยู่รอบๆ ทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนถึงคนที่นอนข้างๆ เวลามีการขยับตัว และเมื่อใช้งานไปนานๆ สปริงจะเกิดการหลวม จนเกิดเสียงเสียดสีของสปริง และไปรบกวนเมื่อเวลาใช้งานที่นอนได้นั่นเอง ซึ่งที่นอน Bonnell Spring นั้นเหมาะสำหรับคนที่ชอบที่นอนที่มีความกระชับ แข็งตัว และมีราคาสบายกระเป๋า

 

2. ที่นอนพ็อกเก็ต สปริง (Pocket Spring)

บอลเนลสปริง VS พ็อกเก็ตสปริง บนที่นอน: แสดงความแตกต่างก่อนซื้อที่นอน

ที่นอนที่มีจุดเด่นตรงที่ลูกสปริงทำงานแยกกันอิสระ ยืดหยุ่นรับกับสรีระ ลักษณะลูกสปริงเป็นรูปทรงถังไวน์ ขดสปริงปลายบนเล็กกว่าขดกลางลูกสปริง ทำให้แรงกดทับลงตรงจุดแกนกลางของลูกสปริง จึงไม่จำเป็นต้องอาศัยการกระจายน้ำหนัก โดยลูกสปริงแต่ละตัวจะทำงานแยกอิสระจากกัน และจะรับน้ำหนักบริเวณที่ถูกกดทับเท่านั้น ไม่กระจายน้ำหนักไปยังบริเวณอื่น หมายความว่า หากคุณขยับตัวหรือลุกจากที่นอน ก็จะไม่กระทบกับคนนอนข้างๆ จึงช่วยทำให้คุณและคนที่คุณรักหลับสนิทตลอดคืน

จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งของที่นอนแบบ Pocket Spring คือหากมีความเสียหายเกิดขึ้นกับสปริง คุณสามารถเปลี่ยนทีละตัวได้ไม่ต้องเปลี่ยนสปริงทั้งหมด ที่นอนพ็อกเก็ตสปริงจึงตอบโจทย์ของคนที่ชอบนอนดิ้นได้เป็นอย่างดี และเป็นทางเลือกใหม่ให้กับการนอนของคุณได้ดีทีเดียว

บอลเนลสปริง VS พ็อกเก็ตสปริง: ไดอะแกรมเปรียบเทียบคุณสมบัติที่นอนสปริงแต่ละประเภทก่อนตัดสินใจซื้อ

รู้จักความแตกต่างของที่นอนทั้ง 2 ชนิดไปแล้ว วันนี้ SleepHappy มี 3 ที่นอนเพื่อสุขภาพ มาแนะนำเช่นกัน

 

1. ที่นอนรุ่น Atlantis V2 (ที่นอนไฮบริด)

ที่นอน Atlantis V2 SLEEP HAPPY BY DREAM MASTER ในห้องนอนสไตล์โมเดิร์น

ที่นอน 1 ใน Hotel Collection ถูกพัฒนามาจากที่นอนเบื้องต้นของ SleepHappy  ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดหลัง ป้องกันไรฝุ่น ด้วยชั้นยางพาราแท้ธรรมชาติ 100% และยังช่วยลดการสะเทือนของผู้ที่นอนรอบข้าง

ด้วยระบบ Pocket Spring ที่ทำให้คุณได้สัมผัสนุ่มแน่นกำลังดี มีความหนาอยู่ที่ 10 นิ้ว และมีการรวมตัวกันของส่วนประกอบระหว่าง HD Foam ยางพาราและ Pocket Spring ซึ่งจะให้ความรู้สึกแน่นกำลังดี

บอลเนลสปริง VS พ็อกเก็ตสปริง: ภาพตัดขวางที่นอนแสดงชั้นวัสดุต่างๆ เช่น ผ้าหุ้มปาล์ม, support foam, dream fiber, สปริง และยางพาราธรรมชาติ

คุณสมบัติเด่น

  • มีเทคโนโลยีแยกการเคลื่อนไหวในแต่ละส่วนบนที่นอน
  • เสริมยางพาราแท้ธรรมชาติ 100%
  • ช่วยกระจายน้ำหนัก รองรับสรีระทุกส่วนของร่างกาย
  • สามารถรองรับน้ำหนักมากถึง 300 กก.
  • จัดแนวกระดูกสันหลังแบบธรรมชาติ
  • ลดการนอนดิ้นและพลิกตัวไปมา
  • ป้องกันแบคทีเรีย ฝุ่น เห็บไรฝุ่นและเชื้อรา

 

2. ที่นอนรุ่น Atlantis (ที่นอนพ็อกเก็ตสปริง)

ที่นอนรุ่น Atlantis เป็นที่นอนเริ่มต้นของ SleepHappy ใน Hotel Collection มีความหนาอยู่ที่ 10 นิ้ว และมีการรวมส่วนประกอบระหว่าง HD Foam กับ Pocket Spring ซึ่งให้ความรู้สึกแน่นกำลังดี ช่วยให้คุณสัมผัสได้ถึงความรู้สึกของที่นอนแบบ Pocket Spring ชั้นดีเหมือนนอนโรงแรมชั้นนำ

ที่นอน Splendid: โฟมรองรับความยืดหยุ่นสูง, ระบบไอโซคอยล์พ็อคเก็ตสปริงแยกการเคลื่อนไหว, รองรับน้ำหนักมาก

คุณสมบัติเด่น

  • เป็นคอลเลคชั่นโรงแรมระดับ 5 ดาว
  • สามารถรองรับน้ำหนักมากถึง 300 กก.
  • เทคโนโลยีแยกการสั่นไหว ไม่สะเทือนเมื่อมีการพลิกตัว
  • รองรับส่วนสะโพก

 

3. ที่นอนรุ่น Splendid (ที่นอนพ็อกเก็ตสปริง)

บอลเนลสปริง VS พ็อกเก็ตสปริง: ที่นอนสีขาวบนเตียงดีไซน์ทันสมัย พร้อมโลโก้ Renaissance, Marriott, JW Marriott Hotels

มีส่วนประกอบของชั้น HD Foam (High Density Foam) ที่หนาแน่นและเสริมด้วย Pocket Spring 5 Zone ด้านล่าง ทำให้สัมผัสได้ถึงความแน่นกำลังดีของที่นอน โดยสปริงแต่ละตัวจะถูกบรรจุแยกชิ้นกัน ช่วยให้สปริงสามารถปรับรับเข้ากับรูปร่างที่แตกต่างกันของแต่ละคนได้ นอกจากนี้ยังสามารถรับกับน้ำหนักการกดทับกันของร่างกายในแต่ละจุดได้อย่างดี เช่น ศีรษะ ไหล่ แผ่นหลัง ต้นขาและข้อเท้า อีกทั้งยังช่วยในการจัดเรียงของกระดูกสันหลังให้ถูกต้องตามสรีระของมนุษย์ได้อีกด้วย

คุณสมบัติเด่น

  • เป็นคอลเลคชั่นโรงแรมระดับ 5 ดาว
  • สามารถรองรับน้ำหนักมากถึง 300 กก.
  • เทคโนโลยีแยกการสั่นไหว
  • สามารถรับกับน้ำหนักการกดทับกันของร่างกายในแต่ละจุดได้อย่างดี

ทราบไหมว่า เราควรเปลี่ยนที่นอนใหม่ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ประมาณ 6 ปีครึ่ง – 12 ปี หรือโดยเฉลี่ยทุกๆ 8 ปี เพราะการยุบตัวและไรฝุ่นที่สะสมอาจรบกวนการนอน หรือส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวโดยที่เราไม่รู้ตัวได้ ดังนั้น ลองสำรวจที่นอนที่บ้านของเราดูก่อนว่า ถึงเวลาที่เหมาะสมที่จะเปลี่ยนที่นอนหรือยัง หากถึงเวลาแล้ว ที่ SleepHappy มีที่นอนมากมายที่ให้คุณเลือกเพื่อการพักผ่อนที่มีคุณภาพในทุกคืน

Related Articles